รังสี และเครื่องวัดรังสีเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรรู้




เมื่อกล่าวถึง รังสี (radiation) เชื่อว่าหลายคนมักจะคิดถึงรังสีที่อยู่ในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ระเบิดปรมาณู การเอ็กซเรย์ ฉายรังสีทางการแพทย์ รู้สึกถึงความอันตราย เป็นตัวการให้เกิดความผิดปกติกับร่างกาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

รังสี เป็นเสมือนพลังงานในรูปแบบหนึ่งที่แผ่ออกมาจากแหล่งกำเนิด เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรืออนุภาคที่สามารถเคลื่อนที่ได้ โดยทั่วไปมนุษย์นั้นได้รับรังสีอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถวัดรังสีเป็นปริมาณได้ ทั้งการได้รับจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นรังสีจากดวงอาทิตย์ รังสีจากดินและแร่ธาตุ พืชผักที่รับประทาน หรือแม้แต่อากาศที่กำลังหายใจ ทุกสิ่งล้วนมีรังสีปะปนทั้งสิ้น นอกจากรังสีตามธรรมชาติแล้ว ยังมีรังสีที่มนุษย์สร้างขึ้น อาทิ รังสีทางการแพทย์ การเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เรียกได้ว่ารังสีเป็นส่วนหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้


รังสีมีกี่ประเภท ?

ประเภทของรังสีเมื่อแบ่งแยกตามปฏิกิริยาของตัวกลางที่รังสีวิ่งผ่าน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

  1. รังสีไม่ก่อไอออน (non-ionizing radiation) เช่น รังสีอินฟาเรด คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ มีอยู่ในอุปกรณ์ใกล้ตัว เช่น โทรศัพท์มือถือ วิทยุ แสงอาทิตย์ เตาไมโครเวฟ ฯลฯ รังสีประเภทนี้มีพลังงานต่ำ ไม่ก่อให้เกิดการแตกตัวของไอออน ซึ่งส่งผลกับมนุษย์น้อย
  2. รังสีก่อไอออน (ionizing radiation) เช่น รังสีอัลฟา, รังสีบีต้า, รังสีแกมมา และรังสีนิวตรอน ซึ่งเป็นรังสีที่ก่อปัญหาให้กับเรามากที่สุด เนื่องจากเมื่อรังสีนี้เคลื่อนที่ผ่านตัวกลาง (เช่น ร่างกายมนุษย์) จะก่อให้เกิดประจุไฟฟ้าหรือไอออนในร่างกายของเรา เป็นผลให้เนื้อเยื่อเกิดความผิดปกติ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวภาพได้

รังสีระดับไหนอันตราย ?

แม้ว่าในปัจจุบันมนุษย์จะได้รับรังสีอยู่ตลอดเวลา แต่ทว่ารังสีที่มนุษย์ได้รับตามธรรมชาตินั้น มีปริมาณน้อยมาก จนแทบไม่ส่งผลใด ๆ กับร่างกาย หน่วยวัดปริมาณรังสีเรียกว่า มิลลิซีเวิร์ต (millisievert: mSv) ซึ่งปริมาณรังสีที่ได้รับในรอบปีสามารถระบุได้ ดังนี้

  • รังสีจากท้องฟ้า 0.24 mSv/ปี
  • รังสีจากพื้นดิน 0.28 mSv/ปี
  • รังสีในร่างกายมนุษย์ 0.40 mSv/ปี
  • รังสีจากการสูบบุรี่วันละ 30 มวน 60-160 mSv/ปี
  • รังสีจากการอาศัยบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 0.0001 – 0.01 mSv/ปี

จากตัวเลขข้างต้นจะเห็นได้ว่้า ในยามปกติมนุษย์จะรับรังสีในปริมาณที่น้อยมาก โดยการรับรังสีสะสม ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่นการเกิดโรคมะเร็ง ได้ในระยะเวลาหลายปีต่อมา จะต้องมีปริมาณรังสีอยู่ที่ 1,000 mSv

(ข้อมูลจากเว็บไซต์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ สทน.)

รังสีที่ก่อปัญหาให้กับร่างกายมากที่สุดคือ “รังสีก่อไอออน” ซึ่งเป็นรังสีที่ส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ การรับรังสีชนิดนี้ในปริมาณมาก แม้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ อาจก่อให้เกิดความผิดปกติของเนื้อเยื่อได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมในรุ่นต่อมา หรือแม้แต่การเกิดโรคมะเร็งในเวลาสั้น ๆ โดยมนุษย์ได้มีบทเรียนมาแล้วในเหตุการณ์การรั่วไหลของกัมตภาพรังสีที่เคยเกิดขึ้น ทั้งจากระเบิดปรมาณู และการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในขณะเดียวกัน “รังสีไม่ก่อไอออน” ก็อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้เช่นกัน หากได้รับในปริมาณมาก เช่น ผิวหนังไหม้จากความร้อน เยื่อบุตาอักเสบจากการมองแสงสว่างมาก ๆ เป็นต้น


รังสีสามารถวัดได้อย่างไร และมีเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพรังสีหรือไม่ ?

โดยทั่วไปร่างกายของมนุษย์สามารถรับรู้การมีอยู่ของรังสีได้ไม่กี่ชนิด เช่น การรับรู้ถึงรังสีอินฟาเรดจากความร้อน หรือการรับรู้แสงสว่างที่เกิดจากรังสีของดวงอาทิตย์ ดังนั้นการรับรู้การมีอยู่ของรังสีอื่นจึงจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์เข้าช่วย นั่นก็คือ “เครื่องวัดรังสี”

เครื่องมือตรวจวัดรังสีนั้น เป็นเครื่องมือที่มนุษย์พัฒนาขึ้นเพื่อตรวจวัดรังสีที่ไม่สามารถมองเห็นได้ โดยจะมีหลากหลายประเภท เพื่อให้สามารถใช้กับรังสีชนิดต่าง ๆ หรือระดับช่วงของพลังงาน หลักการทำงานของเครื่องวัดรังสี หากจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ คือวัดจากปฏิกิริยาการแตกตัวของไอออนที่เครื่องได้รับว่ามีปริมาณมากหรือน้อย แปรผลเทียบกับปริมาณรังสีที่เข้ามา โดยเครื่องจะแสดงผลออกมาเป็นตัวเลข


เครื่องวัดรังสีที่นิยมใช้ สามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบกว้าง ๆ คือ

  1. เครื่องสำรวจรังสี เป็นเครื่องวัดรังสีที่ใช้โดยทั่วไป สามารถพกพาได้ ไว้สำหรับตรวจดูปริมาณรังสีในพื้นที่
  2. เครื่องบันทึกรังสีประจำตัวบุคคล เป็นเครื่องวัดรังสีที่ส่วนใหญ่ ใช้ในเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านรังสี เพื่อเก็บข้อมูล บันทึกปริมาณรังสีที่ได้รับ เช่น เครื่องวัดปริมาณรังสีแบบฟิล์ม, เครื่องวัดรังสีแบบเทอร์โมลูมิเนสเซนท์ (TLD)
  3. เครื่องวัดรังสีชนิดเตือนภัย เป็นเครื่องวัดรังสีที่พกติดตัว และจะส่งเสียงเตือน หากตรวจพบว่าอยู่ในบริเวณที่มีค่ารังสีสูงเกินที่กำหนดไว้
  4. เครื่องตรวจวัดรังสีประจำที่ ลักษณะการทำงานคล้ายกับเครื่องวัดรังสีทั่วไป เพียงแต่จะติดตั้งอยู่ประจำ

(ข้อมูลจากเว็บไซต์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย)


ประโยชน์ของรังสี

แม้รังสีบางชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายกับมนุษย์ แต่ทว่ามนุษย์ก็ได้มีการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้สามารถนำจุดเด่นของรังสีมาใช้ประโยชน์มากมาย อาทิ ในทางการแพทย์ ได้นำรังสีมาเพื่อเอกซเรย์ร่างกายภายใน ฉายรังสีเพื่อรักษาโรคมะเร็ง หรือด้านพลังงาน เช่นการสร้างไฟฟ้าจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่ผลิตพลังงานได้อย่างมหาศาล หรือแม้แต่ด้านเกษตรกรรม เช่น การปรับปรุงพันธ์ุพืช การบ่มผลไม้ การกำจัดแมลง ทั้งหมดล้วนเกิดจากการใช้ประโยชน์จากรังสีทั้งสิ้น


การป้องกันรังสี

สำหรับประชาชนทั่วไป ความเสี่ยงที่ได้รับอันตรายจากรังสี ย่อมมีน้อยกว่าผู้ที่ต้องปฏิบัติงานกับรังสีเป็นประจำ ข้อควรปฏิบัติทั่วไปของประชาชนคือ การหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้เขตที่มีกัมตภาพรังสี โดยสังเกตจากป้ายเตือน สตรีมีครรภ์หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้อุปกรณ์ที่ต้องใช้รังสี เช่น เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องถ่ายเอกสาร เป็นต้น

สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานด้านรังสี ควรปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ใช้เครื่องตรวจวัดรังสีเพื่อตรวจสอบปริมาณรังสี และคำนวนระยะเวลาที่ต้องปฏิบัติงานกับรังสี รักษาระยะห่างจากต้นกำเนิดของรังสี จัดหาเครื่องกำบังรังสี ตามคุณสมบัติของรังสีที่ทำงานด้วย หลีกเลี่ยงกับการสัมผัสรังสีโดยตรง ระมัดระวังไม่ให้สารกัมตรังสีเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นทางปาก จมูก หรือการสัมผัสกับผิวหนัง


ข้อมูลจาก

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) https://www.mhesi.go.th/main/th/445-knowledge/infographic/6307-tint

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ หรือ สทน. http://www0.tint.or.th/nkc/nkc55/content55/nstkc55-086.html

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย http://www.ned.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=article&id=117&Itemid=200

สมาคมนิวเคลียร์แห่งประเทศไทย http://www.nst.or.th/article/article5101/article5101e.htm



โพสเมื่อ: วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2563